แจ๊ค หม่า ดันแอนท์ ไฟแนนเชียลซื้อหุ้น ‘แอสเซนด์ มันนี่’

แจ๊ค หม่า ดัน “แอนท์ ไฟแนนเชียล” ซื้อหุ้น “แอสเซนด์ มันนี่” เครือซีพี กรุ๊ป 20% คาดอีก 2 ปีเข้าถืออีก 10%

วานนี้ (1 พ.ย.) แอสเซนด์ มันนี่ บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) นำโดยนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือซีพี กรุ๊ป และนายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานกรรมการเครือซีพี กรุ๊ป ประกาศความร่วมมือกับบริษัท แอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิสเซส กรุ๊ป บริษัทในเครือบริษัทอาลีบาบา นำโดยนายแจ๊ค หม่า ประธานบริหารอาลีบาบา ที่ฮ่องกง หลังจากแอนท์ ไฟแนนเชียล เข้าซื้อหุ้นของแอสเซนด์ มันนี่เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาจำนวน 20% และมีกำหนดจะซื้อเพิ่มอีก 10% ใน 2 ปีข้างหน้า โดยกรอบความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อรุกทำตลาดโมบาย เพย์เม้นท์ในไทย และพร้อมขยายไปทั่วโลก

มุ่งหนุนกลยุทธ์-เทคนิค
นายอีริค จิง ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท แอนท์ ไฟแนนเชียล จำกัด กล่าวว่า ภายใต้ความร่วมมือทั้งสองบริษัทจะผลักดันการเติบโตของการใช้จ่ายแบบออนไลน์ และออฟไลน์ ทั้งเป็นการสร้างระบบการให้บริการทางการเงินที่เข้มแข็ง ปลอดภัย ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการลงทุนครั้งแรกกับบริษัทไทยซึ่งแอนท์ ไฟแนนเชียล จะสนับสนุนด้านกลยุทธ์และเทคนิค ซึ่งใช้แพลตฟอร์มเดียวกันกับที่แอนท์ ไฟแนนเชียล พัฒนาและพาให้บริการ “อาลีเพย์” ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นการชำระเงินผ่านทางโมบายที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และมีผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศจีน
สาเหตุที่เลือกไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ต และโมบาย มันนี่ ซึ่งแอสเซนด์ มันนี่ เป็นพันธมิตรรายที่ 2 ต่อจากเพย์ทีเอ็มของอินเดีย
ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์และบริการของแอนท์ ไฟแนนเซียล มุ่งเน้นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้า โดยบริการอาลีเพย์ เป็นผู้นำชำระเงินออนไลน์ และผ่านโทรศัพท์มือถือที่บริหารงานผ่านแอนท์ ไฟแนนเชียล ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน 450 ล้านราย และจะเพิ่มเป็น 2,000 ล้านรายใน 10 ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ ยังมีสถาบันทางการเงินที่เป็นพันธมิตรกว่า 200 องค์กร ในช่วงที่มีการซื้อขายมากที่สุด มียอดธุรกรรมสูงถึง 85,900 ธุรกรรมต่อวินาที มียอดธุรกรรมมูลค่าสูงถึง 91,300 ล้านหยวน หรือ 472,000 ล้านบาท นอกจากรับชำระสินค้าออนไลน์แล้ว อาลีเพย์ยังขยายบริการสู่การชำระเงินตามร้านค้ามากกว่า 2 ล้านร้านค้าทั่วโลก ชำระได้ถึง 19 สกุลเงิน
“ในอีโคซิสเต็มนี้ประกอบด้วย ผู้ให้บริการรายย่อย ที่มีสินค้าและบริการประเภทการชำระเงิน จำนวน 450 ล้านราย ให้บริการด้านประกัน จำนวน 300 ล้านราย ผู้ให้บริการที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ให้บริการเรื่องการจัดการทรัพย์สิน หรือ wealth management จำนวน 200 ล้านราย และให้บริการระบบ Credit scoring จำนวน 200 ล้านราย ทางด้านผู้ให้บริการที่เป็นสถาบันการเงิน ให้บริการกู้ยิมเงินแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้บริโภค โดยขณะนี้มีเอสเอ็มอีใช้บริการกู้ยืมมากกว่า 4 ล้านราย” นายจิง กล่าว
แอสเซนด์หวังผู้ใช้บริการ100ล้านราย
นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ประธานคณะผู้บริหาร แอสเซนด์ กรุ๊ป กล่าวว่า ปัจจุบันจำนวนประชากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีราว 620 ล้านคน โดย 60% หรือราว 370 ล้านคนไม่มีบัญชีธนาคาร ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ อาทิ ในไทยมีประชากร 68 ล้านคน ไม่มีบัญชีธนาคาร 20% เมียนมามีจประชากร 54 ล้านคนไม่มีบัญชีธนาคาร 77% ลาวมีจประชากร 6.8 ล้านคน ไม่มีบัญชีธนาคารถึง 85% และอินโดนีเซียมีประชากร 258 ล้านคน ไม่มีบัญชีธนาคารมากถึง 65%
แอสเซนด์ กรุ๊ป มีเป้าหมายที่ต้องการช่วยเหลือผู้ที่ยังรับบริการทางการเงินได้ไม่เต็มที่ โดยเป้าปี 2563 คาดหวังว่า จะมีผู้ใช้บริการผ่านแอสเซนด์ กรุ๊ปมากกว่า 100 ล้านราย ผ่านตัวแทนให้บริการในต่างประเทศ ซึ่งจะพยายามเพิ่มจำนวนให้เป็น 500,000 รายในปี 2560 โดยกลยุทธ์หลักมุ่งไปยังกลุ่มลูกค้า 2 ประเภท คือ กลุ่มผู้บริโภคยุคดิจิทัล ด้วยบริการแอพพลิเคชั่นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน ผ่านการให้บริการใน 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา

ปัจจุบัน แอสเซนด์ มันนี่ ให้บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-วอลเล็ต) มีลูกค้าในไทย 20 ล้านราย แบ่งเป็นลูกค้าที่ใช้อี-วอลเล็ต 4 ล้านราย และยอดลูกค้าที่ใช้งานจริง 7 แสนราย แต่หลังเป็นพันธมิตรจะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าในกลุ่มดังกล่าวเป็น 7 ล้านราย หรือ 10 เท่าภายใน 1 ปี

ส่วนทรูมันนี่ ให้บริการการชำระเงิน โอนเงินทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ การชำระบิล เติมเงิน ชำระเงินแบบออนไลน์ และออฟไลน์ และจ่ายเงินเดือนให้พนักงานของหน่วยงาน หรือบริษัทต่างๆ ซึ่งอนาคตจะมีบริการด้านกู้เงิน ประกันภัย และการลงทุนด้วย

“การลงทุนปี 2560 จะมุ่งขยายตลาดไปต่างประเทศ ให้บริการกลุ่มที่ไม่มีบัญชีธนาคาร คาดว่าจะอยู่ที่ 2,000 ล้านบาท คิดเป็นการลงทุนในไทย 40% ต่างประเทศ 60% และเพิ่มยอดทำธุรกรรมให้ได้อย่างน้อยปีละ 30% จากปัจจุบันมีมูลค่าการทำธุรกรรมในไทย 75,000 ล้านบาท”

เบื้องลึกอาลีเพย์ขยายฐานธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล วิเคราะห์ว่า การที่อาลีบาบาดันบริษัทการเงินในเครือเข้าซื้อหุ้น 20% ในบริษัทแอสเซนด์ มันนี่ ของไทย นับเป็นแผนขยายกิจการของยักษ์อีคอมเมิร์ซจีนรายนี้ให้โดดเด่นมากขึ้นในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตามข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ของจีน ระบุว่า บริษัท อาลีเพย์ (ฮ่องกง) โฮลดิ้ง ในเครือของเชเจียง แอนท์ สมอลล์ แอนด์ ไมโคร ไฟแนนเชียล เซอร์วิส กรุ๊ป หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แอนท์ ไฟแนนเชียล (Ant Financial)” กำลังหาทางเลือกเพื่อให้เข้าถือหุ้นเพิ่มเติมในบริษัทไทยดังกล่าว หรือเพิ่มสัดส่วนเป็น 30%

แอนท์ ไฟแนนเชียลตั้งขึ้น เพื่อส่งเสริมการขยายธุรกิจบริการทางเงินทั้งในจีนและต่างประเทศ รวมถึงการลงทุนเพื่อขยายตลาดให้บริการทางเงินระหว่างประเทศด้วย และเพื่อสร้างความเท่าเทียมการเข้าถึงบริการทางเงินให้ผู้ใช้งานทั่วโลก แผนเข้าซื้อหุ้นในบริษัทแอสเซนด์ครั้งนี้ นับเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา ในการขยับตัวเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของแอนท์ ไฟแนนเชียล ซึ่งปัจจุบันดำเนินธุรกิจทั่วโลกใน 70 ประเทศ และระดมเงินทุนแล้ว 4.5 พันล้านดอลลาร์

ก่อนหน้านี้แอนท์ฯ เผยว่า บริษัทต้องการเติบโตในตลาดทั่วโลก และเปิดช่องทางให้ “อาลีเพย์” ซึ่งมีฐานผู้ใช้มากกว่า 450 ล้านคนใช้บริการแอพพลิเคชั่นดิจิทัล เพย์เมนท์ได้แม้ขณะเดินทางไปยังประเทศต่างๆ

ส่วน “แอสเซนด์ มันนี่” เป็นธุรกิจใหม่ที่เพิ่งตั้งขึ้นภายใต้ “แอสเซนด์ กรุ๊ป” ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งเมื่อต้นปี 2558 แยกตัวออกจากกลุ่มทรู หนึ่งในสามผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของไทย และถูกวางสถานะให้แอสเซนด์เป็นบริษัทที่รุกธุรกิจใหม่ในกลุ่มการเงินและอีคอมเมิร์ซ

ขณะที่ โครงสร้างธุรกิจแอสเซนด์ กรุ๊ป ขณะนี้ครอบคลุมตั้งแต่การให้บริการอีคอมเมิร์ซ และบริการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการทำดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง และบทบาทของการเป็นเเวนเจอร์ แคปิทัล มีขอบเขตธุรกิจที่ขยายไปถึงประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedInPin on Pinterest

You may also like...

Leave a Reply